ReadyPlanet.com
dot
bulletPricelist PDFs
dot
แคตตาล็อก และ ราคาสินค้า
dot
bulletABB 2013
bulletABB (Miniature Breaker) 2012
bulletAllen Bradley Price 2008
bulletbticino 2556
bulletBIG ONE
bulletBEC, EYE, MEIKOSHA, COOPER, MENNEKES 1
bulletBEC, EYE, MEIKOSHA, COOPER, MENNEKES 2
bulletCLIPSAL
bulletDAI-ICHI
bulletDENCO ตู้เหล็ก
bulletEYE,Meikosha,Cooper,MENNEKES
bulletEVE lightnng
bulletELETTO ตู้เหล็ก
bulletFUJI Electric TVN 2011 Sect.1
bulletFUJI Electric TVN 2011 Sect 2
bullet FUJI Electric TVN 2011 Sect 3
bulletFerraz Shawmut Price 2011
bulletIDEC, GRASSLIN, MAX 2011
bulletINTERLINK 2012
bulletHACO 2012
bulletHITACHI Price List
bulletHITACHI Switches & Breakers
bulletLovato, Balluff, Banner
bulletLeKise (Eco Energy) 2012
bulletLeKise
bulletLINK (UTP Cable)
bulletLeKise (Luminaire) 2012
bulletMEAN WELL
bulletmennekes ภาษาไทย
bulletMENNEKES Specification
bulletMENNEKES Price 2013-2014
bulletMitsubishi MS-T series
bulletMitsubishi ws-v series
bulletMitsubishi Price & Spec 2008
bulletOPVC-JZ, LiYY, H05V-K, H07V-K
bulletOmron (Fiber Sensor)
bulletOmron (Photo E3FA Serie)
bulletOmron (Photo E3Z Series)
bulletOmron (Servo)
bulletOmron (Temp.Controller)
bulletOMRON 2012-2013
bulletOMRON PriceList 2013-14
bulletOSRAM 2012
bulletPANASONIC Cataloque 2012
bulletPATLITE
bulletPHILIP PriceList 2012
bulletPRI WireDuct
bulletSchneider (Acti9)
bulletSchneider Telemecanique 2013
bulletSchneider EASY choice 2012
bulletSchneider MERLIN GERLIN 2013
bulletSchneider Switch Plug 2013
bulletSchneider Sq.D 2013
bulletSHINOHAWA 2012 Section 1
bulletSHINOHAWA 2012 Section 2
bulletTend,Bandex 2011 Section 1
bulletTend,Bandex 2011 Section 2
bulletToshino 2012
bulletTOSHIBA
bulletTAMCO 2012
bulletYAZAKI Technical Data 2012
bulletรวมสินค้าไฟฟ้า TK 2012
bulletท่อตราช้าง
bulletประกาย 2013-14 Section 1
bulletประกาย 2013-14 Section 2-5
bulletประกาย 2013-14 Section 6-7
bulletประกาย 2013-14 Section 8
bulletอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูง
bullet3M electrical
bulletPANASONIC General Cataloque
dot
เว็บน่าสนใจ
dot
bulletสมาคมกีฬายิงปืนรณยุทธแห่งประเทศไทย
bulletการไฟฟ้าฝ่ายผลิต
bulletGOOGLE
bulletYAHOO !
bulletHotmail(Outlook)
bulletSANOOK
bulletไปรษณีย์ไทย
bulletวิทยุออนไลน์
bulletสำนักงานตรวจฉลากกินแบ่งรัฐฯ
dot
ธนาคาร
dot
bulletธนาคารไทยพาณิชย์
bulletธนาคารกสิกรไทย
bulletธนาคารกรุงเทพ
bulletธนาคารกรุงไทย
bulletธนาคารกรุงศรีอยุธยา
bulletธนาคารออมสิน
bulletธนาคารนครหลวงไทย
bulletธนาคารอาคารสงเคราะห์
dot
หนังสือพิมพ์
dot
bulletไทยรัฐ
bulletเดลินิวส์
bulletมติชน
bulletกรุงเทพธุรกิจ
bulletคม ชัด ลึก
bulletผู้จัดการ
dot
Electric Tip
dot
bulletการตรวจสอบคาปาซิเตอร์แรงต่ำ
bulletเรื่องน่ารู้ของสายไฟฟ้า




เรื่องน่ารู้ของสายไฟฟ้า

สายไฟฟ้าที่เราใช้กันอยู่นั้นจะประกอบไปด้วย  2  ส่วนที่สำคัญคือ

ตัวนำไฟฟ้า (Conductor)
คือส่วนที่เป็นทางเดินของอิเล็คตรอนหรือกระแสไฟฟ้านั่นเอง  เพื่อไปยัง Load ทำให้เกิดงานขึ้นองค์ประกอบที่ใช้ทำตัวนำ  จะแบ่งได้ 2 อย่างซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญดังนี้
1.1  ทองแดง (Copper)
จะใช้ในงานทั่วไปทั้งภายนอกและภายในอาคาร  และจะต้องมีส่วนผสมของทองแดงไม่น้อยกว่า 98% จะมีข้อดี  คือ  ทองแดงเป็นโลหะที่มีค่าความนำไฟฟ้าสูงกว่าเมื่อเทียบกับอะลูมิเนียม (สายไฟที่ดีที่สุดในการเป็นตัวนำ  คือทองบริสุทธิ์และเงินบริสุทธิ์ตามลำดับ)  ซึ่งทองแดงนั้นมีความแข็งแรง เหนียว และทนต่อการกัดกร่อนได้ดี  แต่ทองแดงก็ยังมีข้อเสียที่น้ำหนักและราคาสูงกว่าอะลูมิเนียม  เพราะฉะนั้นทองแดงจึงไม่เหมาะสำหรับงานทางด้านไฟฟ้าแรงดันสูง
1.2  อะลูมิเนียม (Aluminium)
จะใช้งานเกี่ยวกับสายไฟฟ้าแรงสูง   ในระบบสายส่ง  และส่วนมากจะใช้เป็นสายเปลือยและต้องมีส่วนผสมของอะลูมิเนียมไม่น้อยกว่า  99.3% ข้อดีของมันเมื่อเทียบกับทองแดงคือน้ำหนักเบาและราคายังถูกกว่าถ้าทิ้งอะลูมิเนียมไว้ในอากาศจะทำให้เกิดออกไซค์ขึ้นที่อะลูมิเนียมแต่ตัวออกไซค์ที่เกิดขึ้นนั้นจะเป็นเหมือน  ฟิล์มที่ใช้เคลือบสายไฟเพื่อป้องกันการกัดกร่อนแต่การเชื่อมต่อนั้นจะเป็นไปได้ยาก

ฉนวน (Insulated)
คือส่วนที่เป็นตัวป้องกันการสัมผัสกับสายไฟโดยตรง  โดยสภาพแล้วฉนวนจะไม่เป็นสื่อนำไฟฟ้า  ฉนวนจะต้องสามารถป้องกันตัวนำไฟฟ้าจากความร้อนหรือของเหลวที่สามารถกัดกร่อนตัวนำไฟฟ้า  และสามารถกันน้ำได้ดี  ฉนวนที่ใช้หุ้มตัวนำไฟฟ้าต้องมีความต้านทานสูง  ต้องไม่ถูกกรดหรือด่างกัดกร่อนได้ตั้งแต่อุณหภูมิ 0 - 200 องศาฟาเรนไฮต์  และต้องไม่ดูดความชื้นในอากาศฉนวนที่ใช้หุ้มตัวนำไฟฟ้ามีอยู่หลายชนิดได้แก่  แร่ใยหิน ยางทนความร้อนพลาสติก แต่วัสดุที่นิยมคือ
1.  PVC (Polyvinyl  Chloride)
2.  XLPE (Cross  Linked  Polyethylene)

สายไฟฟ้าจะแบ่งออกได้เป็น 2 อย่างคือ
1.  สายเปลือย (Bare Wire)
คือสายไฟที่ปราศจากสิ่งใด ๆ มาหุ้มที่ตัวนำ  สายไฟชนิดนี้ค่อนข้างจะอันตราย  สามารถที่จะทำการแบ่งตามการใช้งานได้อีก
-  ชนิดที่ใช้เกี่ยวกับเครื่องจักรกลไฟฟ้า  เช่น  ลวดตัวนำที่พันอยู่ในมอเตอร์ (ลวดตัวนำอาบน้ำยา)
-  ชนิดที่ใช้กับระบบสายส่งไฟฟ้าแรงดันสูง  (ตามรูป)

2.  สายหุ้มฉนวน (Insulated  Wire)
จะเป็นสายไฟฟ้าที่ใช้งานกันโดยทั่วไป  ตามบ้านพักอาศัย  ตามโรงงานอุตสาหกรรมและอื่น ๆ 

เลข 1 คือ  ตัวนำไฟฟ้า
เลข 2 คือ  ฉนวนที่ใช้หุ้มตัวนำไฟฟ้า
มาตรฐานของสายไฟฟ้า  ที่ใช้ในปัจจุบันนี้คือ
AWG = American  Wire  Gauge
BWG = Birmingham  Iron  Wire  Gauge
SWG = British  Standard  Wire  Gauge
mm. G = millimeter  Gauge
มาตรฐานที่เราคุ้นเคยมากที่สุดบ้านเราคือ  AWG และ SWG มาตรฐานที่ระบุทั้ง 4 เป็นมาตรฐานที่ใช้วัดขนาดสายไฟด้วย  ไวร์เกจเพื่อวัดว่าสายไฟมี  ขนาดโตเท่าไหร่
สีของฉนวนที่ใช้หุ้มสายไฟเพื่อให้เกิดความเข้าใจในการใช้งาน
1.  Insulated 2 Core = เทา + ดำ หรือ ขาว + ดำ
2.  Insulated 3 Core = เทา (ขาว) + ดำ + แดง
3.  Insulated 4 Core = เทา (ขาว) + ดำ +แดง + น้ำเงิน
4.  Ground                  = สายเขียว

การหาขนาดของสายไฟฟ้า
ขนาดของสายไฟคิดเป็นพื้นที่หน้าตัดโดยที่พื้นที่หน้าตัดจะมีหน่วยเป็น
1.  เซอร์คูลามิล (Cricular mil.)
2.  สแควร์มิล (Square mm.)
3.  สแควร์อินช (นิ้ว) (Square inch)

สายไฟส่วนมากจะกำหนดขนาดข้อมูลที่สำคัญๆ ได้บนสายเลยยกตัวอย่างาเช่น  750V   PVC70C   VCT 3 x 2.5  SQ.mm  สามารถอธิบายได้ดังนี้
750V = เป็นสายไฟที่ทนแรงดันได้ 750 Volt
PVC  = ฉนวนทำด้วย PVC
70 C  = ทนอุณหภูมิได้ไม่เกิน  70 C
VCT  = เป็นสายไฟชนิด  VCT
3 x 2.5 SQ.mm  = เป็นสายไฟที่มี 3 เส้น  พื้นที่หน้าตัดเท่ากับ  2.5  SQ.mm

และค่าสุดท้ายที่สำคัญคือค่า  Voltage  Drop  เนื่องจากในสายไฟจะมีค่าต้านทานอยู่ซึ่งถือว่าเป็นค่าที่สูญเสียในสายโดยเฉพาะการใช้งานที่สายยาว ๆ จะต้องคำนึงถึงจุดนี้ด้วยซึ่งสูตรที่ต้องใช้คือ

1  เฟส  2  สาย  VD  =  2.1.(R.cosO + X.sin O)
3  เฟส  4  สาย  VD  =  3.1.(R.cosO + X.sin O)

ความหมายของสัญลักษณ์ต่าง ๆ แทนค่าต่าง ๆ ดังนี้
VD  =  Voltage  Drop  =  แรงดันตก (V)
I  =  กระแสไฟฟ้าที่ไหลในวงจร (A)
R  =  ค่าความต้านทานทางเดียวของสายไฟฟ้า (Ohm)
X  =  ค่า  Reactance  ของสายไฟฟ้า  (Ohm)
CosO  =  ค่า  Power  Factor
เนื่องจากในบางครั้งการคำนวณสายไฟ  อาจจะไม่ค่อยสะดวกนัก  จึงได้มีการสร้างตารางเพื่อหาค่าต่าง ๆ ที่จำเป็นในการใช้งานไว้


*  ถ้าใช้ตารางคำนวณสามารถใช้สูตรได้ดังนี้ *
แรงดัน  =  ค่าสัมประสิทธิ์ในตาราง  x  กระแสที่ใช้  x  ระยะทาง
                                      1000
ตัวอย่าง  ระบบไฟฟ้า  380 V 3 เฟส 4 สาย  ใช้สายไฟฟ้าขนาด  70 mm2 เดินในท่อโลหะเป็นระยะทาง  120  เมตร  Load  ใช้กระแสไฟฟ้า  85 A  จงหาค่าแรงดันที่ตกที่เกิดขึ้นในสาย
จากตารางค่าแรงดันตกสูงสุด
สาย 70mm2 เดินในท่อมีแรงดันตก  =  0.59 mV/A/m
                                        แรงดันตก =  (0.59 x 120 x 85) / 1000
สายไฟฟ้าขนาด  70mm2 ระยะทาง  120  เมตร  จะมีแรงดันลด  = 6.018 V

ตัวอย่าง  ระบบไฟฟ้า  380 V สายไฟตามตารางเดินท่อโลหะเป็นระยะทาง  150  เมตร  Load  ใช้กระแสไฟฟ้า  จำนวน  90 A  จะต้องใช้สายไฟฟ้าขนาดเท่าใด  โดยจำกัดให้แรงดันตกไม่เกิน  2%
จากโจทย์ที่กำหนดไว้แรงดันตก  =  (2 x 380) / 100
ต้องไม่เกิน                                =  7.6 V
                                                =  7.6  x  1000 / 90 x 150
                                                =  0.56  mV / A / m
จากตารางเลือกใช้ขนาดสายไฟ  70mm2 เดินในท่อโลหะเนื่องจากเป็นค่าที่ใกล้เคียงกับที่คำนวณไว้ซึ่งมีค่าแรงดันตกสูงสุด 0.56 mV /A/m หรือ = 0.56 x 90 x 150 / 1000
ใช้สายไฟขนาด  70 mm2  ระยะทาง  150  เมตร  จะมีค่าแรงดันตกทั้งหมด  = 7.96 V
 
 







Copyright © 2010 All Rights Reserved.

บริษัท ไทย-อินเตอร์ อีเลคทริค อินดัสตรีส์ จำกัด
54/38-39 หมู่ 13 ถ.พหลโยธิน ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120 (นิคมอุตสาหกรรมนวนคร)
โทรศัพท์  0-2529-3960-4   โทรสาร 0-2529-1363
E-mail : sales@thai-interelectric.com